“สีด่อน” สีกระเบื้องพระราชทานหลังคาพระอุโบสถวัดโสธร

กระเบื้องหลังคา พระอุโบสถวัดโสธรวรารามนั้น นอกจากจะมีความพิเศษที่ขนาดกระเบื้องจะใหญ่น้อยไม่เท่ากันตามระดับความสูงแล้ว สีของกระเบื้อง ยังได้เลือก “สีด่อน” ตามพระราชประสงค์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นสีหลักของกระเบื้องหลังคาพระอุโบสถด้วย

โดยมีปรากฏในหนังสือ “บันทึกเกร็ดการการสร้างพระอุโบสถวัดโสธรฯ” ความตอนหนึ่งว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” มีพระราชประสงค์ให้กระเบื้องหลังคาเป็น “สีด่อน” คณะทำงานก็ไม่เข้าใจว่า สีด่อนนี้คือสีอะไร จึงกราบทูลถามองค์ประธานการก่อสร้าง  ซึ่งได้รับคำตอบว่า สีด่อนเป็นภาษาอีสาน หมายถึงสีของ “ควายเผือก” คำตอบดังกล่าวก็ยังไม่กระจ่างอยู่ดี องค์ประธานจึงแนะนำว่า ให้ไปดูสีของกระเบื้องหลังคาศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร พวกเราคณะทำงานจึงได้ถึงบางอ้อกันเสียที

ด้านหลังของกระเบื้องสีด่อนอันสวยงามแต่ละแผ่นนั้น คือ ลายมือชื่อ ลายเซ็น ของเหล่าผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบุญ บริจาคทรัพย์เพื่อซื้อกระเบื้องหลังคาโบสถ์ ดังนั้น ขอโปรดทราบว่า ชื่อของท่านและบุคคลที่รัก ได้เป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องพระพุทธรูปสำคัญที่ประดิษฐานภายในพระอุโบสถหลังนี้ นับว่า เป็น พระอุโบสถที่สร้างจากแรงศรัทธาอย่างแท้จริง

ตามบันทึกในหนังสือเกร็ดการก่อสร้างพระอุโบสถวัดโสธรฯ เล่าว่า “ทุกคนคงอยากให้กระเบื้องของตนอยู่สูงที่สุดเท่าที่จะอยู่ได้ แผ่นที่สูงที่สุดคงเป็นของท่านเจ้าอาวาส รองๆลงมาก็คงเป็นของเหล่าคณะทำงานและสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบุญมาทั้งหมดนั้นละครับ”
[divider style=”dotted” top=”20″ bottom=”20″] ข้อมูลจาก : หนังสือ บันทึกเกร็ดการการสร้างพระอุโบสถวัดโสธรฯ
ภาพจาก : Fluke Suteepong

หินอ่อนไวท์คาร์ราร่า หนึ่งในวัสดุชั้นเยี่ยมจากอิตาลีที่กรมสมเด็จพระเทพทรงเลือกมาบุพระอุโบสถวัดโสธรด้วยพระองค์เอง

ด้วยแนวคิดของคณะทำงานที่ต้องการให้พระอุโบสถหลังนี้อยู่คู่ประเทศ จึงไม่มีการใช้วัสดุผุพังจำพวกไม้หรือผ้าแม้แต่ชิ้นเดียว ผนังพระอุโบสถจึงไม่มีการทาสี เพื่อจะได้ไม่ต้องซ่อมบำรุงหรือทาสีใหม่ จึงบุด้วยหินอ่อนทั้งหมด

ความพิเศษอย่างยิ่งของหินอ่อนที่นำมาบุกับผนังของพระอุโบสถวัดโสธรทั้งหลังนั้น ก็ด้วยความเป็นหินอ่อนจากเทือกเขาเดียวกันกับพระที่นั่งอนันตสมาคมและพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตาวนารามที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5  โดยคณะทำงานก่อสร้างพระอุโบสถวัดโสธร ได้นำเข้าหินอ่อนมาจากเหมืองหินอ่อนที่ดีที่สุดของประเทศอิตาลี และหินอ่อนที่บุรอบผนังพระอุโบสถวัดโสธรนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (พระราชอิสริยยศในขณะนั้น)เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเลือกสีและลายหินอ่อนไวท์คาร์ราร่าถึงเหมืองในประเทศอิตาลีด้วยพระองค์เอง โดยมิได้ทรงย่นย่อต่อความหนาวเย็นภายในเหมือง รวมถึงความสกปรกเปรอะเปื้อนของน้ำปูนที่กระเด็นมาต้องฉลองพระองค์แม้แต่น้อย นับเป็นกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
[divider style=”dotted” top=”20″ bottom=”20″] ข้อมูลจาก : หนังสือ บันทึกเกร็ดการการสร้างพระอุโบสถวัดโสธรฯ
ภาพจาก : Fluke Suteepong

เซรามิก น้ำทองแท้ หนึ่งในศิลปกรรมทรงคุณค่าของช่อระกาหางหงส์พระอุโบสถวัดโสธร

เมื่อพูดถึง ศิลปกรรมตกแต่งส่วนต่างๆของพระอุโบสถ ไม่ว่าจะเป็นช่อระกา หางหงส์ ซุ้มหน้าต่าง กระจัง หรือทุกๆชิ้นในตัวพระอุโบสถที่เป็นสีทองอร่ามนั้น ขอให้ทุกท่านทราบว่า นั่นคือ ทองคำแท้ ไม่ใช่ทาสีทอง โดยทุกชิ้นทำจากเซรามิกที่เผาด้วยความร้อนสูงแล้วเคลือบด้วยน้ำทองแท้ น้ำทองแท้ที่เคลือบลงไป ใช้กรรมวิธีหลอมละลายทองคำให้เป็นน้ำ แล้วเอาน้ำทองที่ได้จากการหลอมแทรกเข้าไปในเนื้อเซรามิก ดังนั้น เมื่อมองไปด้านบนของพระอุโบสถ เราจึงได้เห็นความสวยงามอร่ามตาขนาดนี้

              แต่กว่าจะได้ความสวยงามขนาดนี้นั้น ทางคณะทำงาน ต้องนำเซรามิกมาปั้น – เผา – แล้วทุบ ปั้น-เผา-แล้วทุบ อยู่หลายรอบ เนื่องจากในยุค 2535 – 2542 ยังไม่เคยมีการทำเซรามิกเคลือบน้ำทองแท้ๆมาก่อน การปั้นขึ้นลาย ก็ทำแบบขนาดเท่าของจริง 1:1 นอกจากชิ้นใดที่มีขนาดใหญ่มากๆ ก็จะทำเป็นชิ้นส่วนประกอบกัน

              ในระหว่างการเผาเซรามิกด้วยความร้อนสูงนั้น หากบางชิ้นงานบิดเบี้ยวไม่สมประกอบ ก็ต้องทุบทำลายทิ้ง แล้วก็ทำขึ้นใหม่ เพราะเป็นการทำไปศึกษาไป จึงใช้ทั้งเวลา เงิน และทองมากพอสมควร
[divider style=”dotted” top=”20″ bottom=”20″] ข้อมูลจาก : หนังสือ บันทึกเกร็ดการการสร้างพระอุโบสถวัดโสธรฯ
ภาพจาก : Fluke Suteepong