Wat Sothon Wararam Worawihan is a temple, Chachoengsao Province, Thailand

พระอุโบสถวัดโสธรวราราม

วัดโสธรวรารามวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมา กว่าสองร้อยปี แต่จะสร้างขึ้นเมื่อปีใด และใครเป็นผู้สร้างนั้นไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด มีเพียงอ้างอิงตามบันทึกในพงศาวดารทำให้เชื่อได้ว่า น่าจะสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายโดยใช้ชื่อว่าวัดหงษ์และมีที่ตั้งเดิมอยู่ชิดริมฝั่งแม่น้ำบางปะกงทางด้านตะวันตก ต่อมาโดนแม่น้ำบางปะกงไหลกัดเซาะจนตลิ่งพังลงมา วัดเดิมจึงหายไป ครั้นเมื่อมีการสร้างวัดขึ้นใหม่แทน จึงถอยร่นเข้ามาจากที่ตั้งเดิมพอสมควร

 

ส่วนที่มาของชื่อว่า “วัดหงส์” นั้นมาจากลักษณะเด่นของวัดที่มีเสาสูงใหญ่มีหงส์เป็นเครื่องหมายอยู่บนยอดเสา ต่อมาเกิดพายุใหญ่พัดตัวหงส์บนยอดเสาหักตกลงมาเหลือแต่ตัวเสา ชาวบ้านจึงเอาธงขึ้นไปแขวนแทน และเปลี่ยนมาเรียกว่า “วัดเสาธง” ครั้นเมื่อเกิดพายุพัดเสาธงหักอีกครั้งชาวบ้านจึงพากันเรียกว่า “วัดเสาธงทอน” บ้าง หรือ “วัดเสาทอน”บ้าง เนื่องจากเป็นคำที่ไม่ไพเราะเพราะคำว่า “ทอน” แปลว่า “หัก” หากมารวมกับคำว่า “เสา” ก็จะกลายเป็นวัดเสาหัก กอรปกับเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ชาวบ้านได้อัญเชิญพระพุทธโสธรหรือหลวงพ่อโสธรให้มาประดิษฐานอยู่ที่วัดนี้  ในขณะที่วัดยังมีชื่อเรียกไม่แน่นอนชาวบ้านจึงพร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดศรีโสทร” ซึ่งสันนิษฐานว่ามาจากชื่อเดิมขององค์พระสมัยที่อยู่วัดศรีเมือง ทางภาคเหนือ

แต่บางตำราก็กล่าวว่า ชื่อวัดโสทร หมายถึงพระพุทธรูป 3 องค์ ซึ่งพี่น้องร่วมอุทร 3 คนร่วมกันสร้างขึ้นและลอยน้ำมาด้วยกันดังตำนาน (ความหมายของคำว่าโสทรตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานแปลว่าพี่น้องร่วมท้องกัน)

บางเเห่งว่า คำว่า วัดเสาทอน นั้น เมื่อเรียกขานนานๆก็ค่อยๆ เพี้ยนเเละห้วนเข้าเลยเรียกกันว่า “โสทร” หรือ “โสธร” จนกระทั่งปัจจุบัน

 

 

วัดโสธรฯ ในสมัยแรกๆ นั้น ก็เหมือนวัดต่างจังหวัดทั่วๆไป ไม่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก อยู่ห่างไกลความเจริญ อีกครั้งพื้นที่ใกล้เคียงก็มีเพียงหมู่บ้านเล็กๆและป่าเท่านั้น ถนนหนทางก็ยังเข้าไม่ถึงเดินทางไปมาไม่สะดวก

จุดเปลี่ยนที่สำคัญของวัดโสธรฯ เกิดขึ้นในสมัยต้นกรุงธนบุรี ราวพุทธศักราช 2313 หลังจากที่ชาวบ้านได้อัญเชิญ “หลวงพ่อโสธร” ขึ้นจากลำน้ำบางปะกงมาประดิษฐานอยู่ที่วัด

ต่อมาไม่นานนัก หลวงพ่อก็แสดงอิทธิปาฏิหาริย์จนชื่อเสียงเริ่มเป็นที่ประจักษ์ เสียงร่ำลือถึงความศักดิ์สิทธิ์เริ่มขจรขจายจากปากต่อปาก หมู่บ้านสู่หมู่บ้าน เมืองสู่เมืองจนเป็นที่โจษขานเลื่องลือไปทั่วทุกหัวระแหง ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศพากันหลั่งไหลมานมัสการกันอย่างไม่ขาดสาย ส่งผลให้ชุมชนรอบๆวัด พลอยได้รับอานิสงส์และเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว เมืองแปดริ้วที่เคยเป็นเมืองเล็กๆเงียบๆก็เริ่มคึกคักไปด้วยผู้คนและมีเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเป็นลำดับ

 

จากวันนั้นถึงวันนี้ กว่า 200 ปีแล้วที่วัดโสธรและหลวงพ่อโสธรสถิตอยู่เป็นมงคลคู่เมืองแปดริ้วและผูกพันกับชาวแปดริ้วอย่างแนบแน่นจนมิอาจแยกจากกันได้

ไม่ใช่เพียงแค่ในด้านความเชื่อและความศรัทธาเท่านั้น แต่ได้เข้ามาสอดแทรกอยู่ในแทบทุกจังหวะชีวิต ทุกแง่มุม ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรม เห็นได้ชัดเจนที่สุดจากชื่อสถานที่สำคัญต่างๆภายในจังหวัด ทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล ค่ายทหาร ถนน ตำบล หมู่บ้าน ตรอก ซอย คลอง ร้านค้า ฯลฯ ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็มักจะปรากฏชื่อโสธรอยู่ทั่วทุกแห่งหน

แม้แต่สัญลักษณ์ทางราชการอย่างเช่น ตราประจำจังหวัดฉะเชิงเทรายังเลือกใช้ภาพพระอุโบสถอันสื่อความหมายถึงสถานที่ประดิษฐานพระพุทธโสธร

นอกจากนี้คำขวัญประจำจังหวัดไม่ว่าจะเป็นคำขวัญในอดีตเช่น “เมืองธรรมะ พระศักดิ์สิทธิ์ ชิดเมืองหลวง มะม่วงหวาน ข้าวสารขาว มะพร้าวหอม” หรือคำขวัญในปัจจุบันที่ว่า “แม่น้ำบางปะกงแหล่งชีวิตศักดิ์สิทธิ์หลวงพ่อโสธรพญาศรีสุนทรปราชญ์ภาษาไทยอ่างฤาไนป่าสมบูรณ์” ล้วนแต่มีความหมายที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ “วัด”และ “องค์หลวงพ่อโสธร” ทั้งสิ้น

ไม่เฉพาะกับชาวแปดริ้วเท่านั้น “วัดโสธร” และ “หลวงพ่อโสธร” ยังเป็นที่เคารพนับถือและเป็น “ศูนย์รวมแห่งศรัทธา” ของพุทธมามกะทั่วประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นที่เคารพศรัทธาของพระมหากษัตริย์และได้รับการอุปถัมภ์ค้ำจุนเป็นอย่างดีตลอดมาโดยเฉพาะในรัชกาลของพระบามสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ถือเป็นยุคที่วัดโสธรได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสถาบันพระมหากษัตริย์มากกว่าที่เป็นมาในยุคใดนับตั้งแต่การที่พระองค์ฯทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ยกฐานะวัดโสธรจาก “วัดราษฏร์”เป็น “พระอารามหลวงชั้นตรีชนิดวรวิหาร” และพระราชทานนามว่า “วัดโสธรวรารามวรวิหาร” เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พุทธศักราช 2501

About admin

Check Also

หลวงพ่อโสธร

หลวงพ่อพระพุทธโ …

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *