หลวงพ่อโสธร

หลวงพ่อพระพุทธโสธร เป็นพระพุทธปฏิมากรปางสมาธิปูนปั้นลงรักปิดทอง พระวรกายแบบเทวรูป พระเกตุมาลาแบบปลี (ทรงกรวย) อันหมายถึงความอยู่เย็นเป็นสุขตามคติของชาวจีน ข้อพระกรข้างขวามีกําไลรัดตรึง เป็น เครื่องหมายถึงความอาทรห่วงใยที่หลวงพ่อทรงมีต่อสาธุชนผู้เคารพบูชาในองค์ท่าน ทรงจีวรบางแนบพระองค์ มีความกว้าง พระเพลา 3 ศอก 5 นิ้ว (1 เมตร 65 เซนติเมตร) สูง 1 เมตร 98 เซนติเมตร ประทับอยู่เหนือรัตนบัลลังก์ 4 ชั้น ซึ่ง ปลาดด้วยผ้าทิพย์ อันมีความหมายถึงการอยู่สูงสุด เป็นพุทธเหนือพระอริยบุคคลอีก 4 ชั้น คือ พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ปัจจุบันในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปบนแท่นฐานชุกชีทั้งหมด 18 องค์ โดยที่พระพุทธโสธร ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง

พระพุทธโสธร มีประวัติความเป็นมาที่เล่าขานเป็นตํานานเฉกเช่นเดียวกับพระพุทธปฏิมาศักดิ์สิทธิ์ อีกหลายองค์ ตํานานได้เก็บรวบรวมเรื่องราวต่างๆ ในความทรงจําของผู้คน เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง เข้ามาประมวลกับความศักดิ์สิทธิ์ อภินิหารต่างๆ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาที่มีต่อพระพุทธโสธรของพุทธศาสนิกชนไทย

ตํานานของหลวงพ่อพุทธโสธร มีการเล่าขานกันสืบต่อมาว่า ในสมัยล้านช้าง-ล้านนา เศรษฐีพี่น้อง 3 คน ซึ่งอาศัยอยู่ทางเหนือ มีจิตเลื่อมใสศรัทธาจะสร้างพระพุทธรูปเพื่อเสริมสร้างบารมีและเพิ่มพูนผลานิสงส์ จึงได้เชิญพราหมณ์ มาทําพิธีหล่อพระพุทธรูปปางต่างๆ ตามวันเกิดของแต่ละคนอันมีปางสมาธิ ปางมารวิชัย และปางอุ้มบาตร แล้วทําพิธี บวงสรวงชุมนุมเทวดาตามพิธีกรรมทางโหราศาสตร์ เพื่อปลุกเสกแล้วอัญเชิญไปประดิษฐานในวัด

กาลต่อมาได้เกิดยุคเข็ญขึ้น โดยพม่าได้ยกทัพมาตีไทยหลายครั้งหลายหน จนครั้งสุดท้าย คือครั้งที่ 2 ก็ตีเมืองแตก และได้เผาบ้านเผาเมืองตลอดจนวัดวาอารามต่างๆ หลวงพ่อหรือพระพุทธรูป 3 พี่น้องได้ปรึกษากัน เห็นว่าเป็น สถานการณ์คับขัน จึงได้แสดงอภินิหารเคลื่อนย้ายองค์ลงสู่แม่น้ำปิง แล้วลองมาทางใต้ตลอด 7 วัน จนกระทั่ง มาถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงบริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่า “สามเสน” ก็ได้แสดงอภินิหารลอยให้ชาวบ้านชาวเมืองเห็น ชาวบ้านนับแสนๆ คน ได้ทําการฉุดหลวงพ่อทั้ง 3 องค์ ถึง 3 วัน 3 คืน ก็ฉุดไม่ขึ้น ตําบลนั้นจึงได้ชื่อว่า “สามแสน” ซึ่งได้เพี้ยนเป็น “สามเสน” ในภายหลัง

หลวงพ่อทั้ง 3 องค์ลอยเข้าสู่คลองพระโขนง ลัดเลาะจนไปถึงแม่น้ำบางปะกง เมื่อผ่านคลองแห่งหนึ่ง ก็ได้แสดงอภินิหารลอยขึ้นมาให้ชาวบ้านเห็นอีกครั้ง ชาวบ้านได้ระดมกําลังกันประมาณ 3 พันคน พยายามชักพระขึ้นจากน้ำ ก็ไม่สําเร็จ คลองนี้จึงได้นามว่า “คลองชักพระ” ต่อมา พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ ได้ลอยทวนน้ำต่อขึ้นไปทางหัววัดอีก สถานที่นั้น จึงเรียกว่า “สามพระทวน” ซึ่งต่อมาเรียกเพี้ยนเป็น “สัมปทวน”

หลวงพ่อทั้ง 3 องค์ ได้ลอยต่อไปตามลําน้ำบางปะกง เลยผ่านหน้าวัดโสธรไปจนถึงคุ้งน้ำใต้วัดโสธร แล้ว แสดงอภินิหารให้ชาวบ้านเห็นอีก ชาวบ้านช่วยกันฉุดก็ยังไม่สําเร็จ จึงได้เรียกหมู่บ้านและคลองนั้นว่า “บางพระ” ต่อจากนั้น ก็ลอยทวนน้ำวนอยู่หัวเลี้ยวตรงกองพันทหารช่างที่ 2 สถานที่ที่หลวงพ่อทั้ง 3 องค์ ลอยวนอยู่นั้นจึงเรียกว่า “แหลมหัววน” และคลองก็ได้ชื่อว่า “คลองสองพี่น้อง” มาจนทุกวันนี้

ต่อจากนั้น พระพุทธรูปองค์พี่ใหญ่ได้แสดงอภินิหารลอยไปถึงแม่น้ำแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ชาว ประมงได้ช่วยกันอาราธนาท่านขึ้นประดิษฐานไว้ ณ วัดบ้านแหลม มีชื่อเรียกกันว่า “หลวงพ่อบ้านแหลม” อีกองค์หนึ่งได้ แสดงปาฏิหาริย์ล่องเข้าไปในคลองบางพลี ชาวบ้านได้อาราธนาขึ้นประดิษฐานที่วัดบางพลีใหญ่ใน จังหวัดสมุทรปราการ มีชื่อเรียกว่า “หลวงพ่อโตบางพลี”

ส่วนพระพุทธรูปองค์สุดท้าย หรือหลวงพ่อโสธรนั้น ได้แสดงอภินิหารลอยมาขึ้นที่หน้าวัดหงส์ ชาวบ้าน ได้พยายามช่วยกันฉุดขึ้นฝั่งหลายครั้งหลายหน ก็ไม่สามารถอัญเชิญหลวงพ่อขึ้นจากน้ำได้ จนกระทั่งมีอาจารย์ผู้มีความรู้ ทางไสยศาสตร์ผู้หนึ่งได้ตั้งศาลเพียงตาบวงสรวงเอาสายสิญจน์คล้องกับพระหัตถ์พระพุทธรูป และเชิญชวนประชาชนทั้ง ชาวไทยชาวจีนพร้อมใจกันจับสายสิญจน์ จึงสามารถอาราธนาขึ้นฝั่งได้โดยง่ายโดยใช้คนเพียงไม่กี่คน และนํามาประดิษฐาน ที่วิหารวัดหงส์ได้เป็นผลสําเร็จตามความประสงค์ เมื่อวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในราวปี พ.ศ. 2313 อันเป็นสมัยต้นกรุงธนบุรีนั้นเอง

 

 

it as it is.

About admin

Check Also

พระอุโบสถวัดโสธรวราราม

วัดโสธรวรารามวร …

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *